กลุ่มการสนทนา :
Q&A อบต.หนองพลับ
กระทู้ :
ยอดขายโตขึ้น ทำไมธุรกิจอาจมีทางเลือกสินเชื่อมากกว่าเดิม
ธุรกิจที่เติบโตจากยอดขายปีละ 20 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท หรือขยับขึ้นไปถึง 80–100 ล้านบาท มักไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะขนาดของกิจการเท่านั้น แต่ความต้องการทางการเงินก็เปลี่ยนตามไปด้วย
บริษัทอาจมีสต๊อกมากขึ้น ให้เครดิตลูกค้านานขึ้น รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ขึ้น มีพนักงานเพิ่ม หรือต้องลงทุนในระบบและเครื่องจักรเพื่อรองรับยอดขายที่โตขึ้น
สิ่งที่เจ้าของกิจการจำนวนหนึ่งอาจยังไม่ทราบคือ เมื่อยอดขายเติบโตจนขยับไปอยู่ในกลุ่มลูกค้าธนาคารอีกระดับ ทางเลือกด้านสินเชื่อและบริการทางการเงินบางประเภทก็อาจเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย
ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะได้รับวงเงินสูงขึ้นทันที หรือสามารถใช้ วงเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำได้โดยอัตโนมัติ
แต่หมายความว่า บริษัทอาจเริ่มมี “ประตูใหม่” ให้สอบถามมากกว่าเดิม
ธนาคารไม่ได้แบ่งลูกค้าธุรกิจเหมือนกันทุกแห่ง
ก่อนอื่นต้องแยกคำว่า “ธุรกิจขนาดกลาง” ออกจาก “กลุ่มลูกค้าธนาคาร”
นิยามธุรกิจขนาดกลางตามภาครัฐมีหลักเกณฑ์ของตนเอง ขณะที่ธนาคารแต่ละแห่งสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าตามยอดขาย วงเงิน ลักษณะธุรกิจ หรือเกณฑ์ภายในของธนาคารเอง
ดังนั้น บริษัทที่ถูกจัดเป็นธุรกิจขนาดกลางตามเกณฑ์หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Medium Business ของทุกธนาคารเหมือนกัน
ในทางกลับกัน หากบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นมากจากปีก่อน ก็ควรตรวจสอบใหม่ว่า ปัจจุบันธนาคารจัดบริษัทอยู่ในกลุ่มใด
เพราะคำตอบที่เคยได้รับตอนยอดขาย 30 ล้านบาท อาจไม่ใช่คำตอบเดียวกับตอนที่บริษัทมียอดขาย 80 ล้านบาทแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการที่โตเร็วควรกลับไปทบทวนเป็นระยะ
ยอดขายเพิ่มอาจทำให้เข้าเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ที่เมื่อก่อนยังสมัครไม่ได้
สินเชื่อธุรกิจบางประเภทกำหนดช่วงยอดขายหรือขนาดกิจการของผู้สมัครไว้
สมมติบริษัทเคยมียอดขายปีละ 40 ล้านบาท และสอบถามแหล่งเงินทุนแห่งหนึ่ง แต่ผลิตภัณฑ์ที่สนใจรับพิจารณาบริษัทที่มียอดขายตั้งแต่ 75 ล้านบาทขึ้นไป
ในเวลานั้น บริษัทจึงยังไม่เข้าเงื่อนไข
สองปีต่อมา ยอดขายเพิ่มเป็น 90 ล้านบาท
หากธนาคารยอมรับข้อมูลรายได้ล่าสุด บริษัทอาจผ่าน “เงื่อนไขด้านขนาด” ของผลิตภัณฑ์นั้นแล้ว
แต่คำว่าเข้าเงื่อนไขไม่ได้แปลว่าได้รับอนุมัติ
ยังต้องตรวจต่อว่า
ธุรกิจมีกำไรหรือไม่
Cash Flow รองรับภาระหรือไม่
เครดิตเป็นอย่างไร
ต้องการใช้เงินทำอะไร
และผลิตภัณฑ์นั้นใช้หลักทรัพย์หรือมีเงื่อนไขอื่นหรือไม่
ประโยชน์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นจึงอยู่ที่ จำนวนทางเลือกที่สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้มากขึ้น
ไม่ใช่การข้ามขั้นวิเคราะห์สินเชื่อ
ธุรกิจโตขึ้น ความต้องการเงินก็มักซับซ้อนขึ้น
ตอนบริษัทมียอดขายปีละ 10 ล้านบาท ปัญหาทางการเงินอาจเป็นเพียงต้องการเงินหมุนเวียนสำหรับซื้อสินค้า 500,000 บาท
แต่เมื่อยอดขายเพิ่มเป็น 80 ล้านบาท ภาพอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด
บริษัทอาจมี
ลูกหนี้การค้า 10 ล้านบาท
สต๊อก 8 ล้านบาท
วงเงิน Supplier
คำสั่งซื้อขนาดใหญ่
เครื่องจักรที่ต้องลงทุน
และลูกค้าที่มีเครดิตเทอมต่างกัน
ความต้องการเงินจึงไม่จำเป็นต้องจบที่ Term Loan เพียงก้อนเดียว
บริษัทอาจต้องเปรียบเทียบทั้ง Working Capital, OD, P/N, Factoring, Trade Finance หรือวงเงินเฉพาะตามลักษณะกิจการ
นี่เป็นอีกเหตุผลที่การขยับกลุ่มลูกค้าธนาคารมีความหมาย
เพราะบริษัทอาจไม่ได้กำลังมองหาแค่ “สินเชื่อเพิ่ม” แต่กำลังต้องการ โครงสร้างวงเงินที่ละเอียดขึ้น
ยอดขาย 100 ล้านบาทไม่ได้แปลว่าควรขอวงเงินมากกว่าบริษัทขาย 50 ล้านบาทเสมอไป
นี่เป็นจุดที่ต้องระวังมาก
สมมติบริษัท A มียอดขาย 100 ล้านบาทต่อปี แต่ลูกค้าให้เครดิต 90 วัน มีลูกหนี้จำนวนมาก และกำไรค่อนข้างบาง
บริษัท B มียอดขาย 50 ล้านบาท แต่ลูกค้าชำระเร็ว กำไรดี และภาระเดิมต่ำ
แม้บริษัท A ใหญ่กว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าความสามารถรับภาระใหม่จะสูงกว่าเป็นสองเท่า
ผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูว่า จากยอดขายเหล่านั้นมีเงินสดเหลือจริงเท่าไร
ดังนั้น เมื่อตัวเลขรายได้สูงขึ้น เจ้าของกิจการไม่ควรนำยอดขายมาคูณเป็นจำนวนวงเงินที่อยากได้
ควรกลับมาหา Cash Gap จริง
เช่น
ลูกหนี้ใช้เวลากี่วัน
สต๊อกหมุนกี่วัน
Supplier ให้เครดิตเท่าไร
และบริษัทต้องสำรองเงินสูงสุดช่วงใด
ตัวเลขเหล่านี้มีประโยชน์ในการวางวงเงินมากกว่ายอดขายทั้งปีเพียงตัวเดียว
เมื่อธุรกิจโตขึ้น ธนาคารอาจต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้นด้วย
การขยับจากกิจการเล็กไปสู่กิจการขนาดกลางไม่ได้มีเพียงข้อดีเรื่องทางเลือกที่มากขึ้น
ความคาดหวังต่อข้อมูลก็มักเพิ่มตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ดู Statement กับงบการเงินเป็นหลัก บริษัทอาจต้องเตรียมข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
รายละเอียดลูกหนี้การค้า
อายุลูกหนี้
รายละเอียดสต๊อก
ยอดขายรายลูกค้า
สัญญาหลัก
โครงสร้างบริษัท
วงเงินเดิมทุกแห่ง
ประมาณการ Cash Flow
และแผนใช้วงเงินใหม่
เหตุผลคือเมื่อวงเงินใหญ่ขึ้น ความเสี่ยงที่ต้องวิเคราะห์ก็ใหญ่ขึ้นตาม
ดังนั้น ยอดขายโตแล้วอย่าเตรียมเพียง “งบที่ยอดขายสูงขึ้น”
ควรยกระดับ Financial Information ของบริษัทให้โตตามด้วย
ตัวอย่าง: ยอดขายจาก 35 ล้านบาทเป็น 85 ล้านบาท แต่เงินสดกลับตึงกว่าเดิม
ลองดูสถานการณ์หนึ่ง
บริษัทค้าส่งแห่งหนึ่งมียอดขายเดิมปีละ 35 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 85 ล้านบาทภายใน 2 ปี
มองจากภายนอก ธุรกิจเติบโตมากกว่าเท่าตัว
แต่ช่วงเดียวกัน บริษัทต้องเพิ่มสต๊อกจาก 4 ล้านบาทเป็น 9 ล้านบาท
ลูกหนี้การค้าเพิ่มจาก 3 ล้านบาทเป็น 10 ล้านบาท
ขณะที่ Supplier ยังให้เครดิตใกล้เคียงเดิม
ผลคือบริษัทต้องใช้เงินของตัวเองจมอยู่ใน Working Capital มากขึ้น
นี่เป็นสถานการณ์ที่พบได้ในธุรกิจเติบโตเร็ว
ยอดขายโต แต่เงินสดไม่ได้โตตาม
ดังนั้น หลังขยับกลุ่มลูกค้าธนาคาร ประโยชน์ไม่ได้อยู่แค่การถามว่า “มีสินเชื่ออะไรให้บริษัทขนาดนี้”
แต่ควรถามว่า
“มีโครงสร้างวงเงินแบบใดที่เหมาะกับสาเหตุที่เงินของเราจมอยู่”
ถ้าเงินจมอยู่ในลูกหนี้ อาจต้องวิเคราะห์อีกแบบ
ถ้าอยู่ในสต๊อก ก็เป็นอีกแบบ
ถ้าเป็นการลงทุนเครื่องจักรหลายปี ก็ไม่ควรใช้เงินระยะสั้นทั้งหมดมารองรับ
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นควรตรวจด้วยว่าโตจากลูกค้ากี่ราย
สมมติยอดขายเพิ่มจาก 50 ล้านบาทเป็น 90 ล้านบาท
ฟังดูดีมาก
แต่ถ้า 35 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกค้ารายเดียว ต้องพิจารณา Customer Concentration เพิ่มด้วย
หากลูกค้ารายนั้นหยุดสั่งซื้อ รายได้ใหม่อาจหายไปจำนวนมาก
ในทางกลับกัน หากยอดขายเพิ่มจากฐานลูกค้าเดิมหลายราย รวมกับลูกค้าใหม่หลายราย ความเสี่ยงจะกระจายกว่า
ดังนั้น ก่อนใช้ยอดขายใหม่ไปสนับสนุนคำขอวงเงิน บริษัทควรแยกว่า
ยอดขายโตจากอะไร
ลูกค้ารายใด
เกิดซ้ำหรือไม่
มีสัญญาหรือ PO หรือไม่
และเครดิตเทอมเป็นอย่างไร
เพราะสิ่งที่ผู้ให้สินเชื่อต้องการเข้าใจไม่ใช่แค่ “โตเท่าไร”
แต่คือ “การเติบโตนั้นมีคุณภาพแค่ไหน”
ยอดขายโตอาจทำให้สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์มีทางเลือกเพิ่ม แต่ต้องดูอีกชั้น
สำหรับบริษัทที่สนใจ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การขยับกลุ่มลูกค้าหรือมีรายได้สูงขึ้นอาจทำให้มีผลิตภัณฑ์บางรายการเพิ่มเข้ามาในรายการที่สามารถสอบถามได้
แต่ไม่ควรตีความว่า เมื่อเป็นธุรกิจขนาดกลางแล้ว ทุกวงเงินจะไม่ต้องใช้หลักทรัพย์
ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
บางรายการอาจไม่ใช้หลักทรัพย์แต่ต้องมีกรรมการค้ำ
บางรายการอาจมีวงเงินที่ต้องใช้หลักประกันบางส่วน
บางกรณีอาจใช้ บสย. เข้ามาประกอบ
และบางผลิตภัณฑ์อาจออกแบบสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะเท่านั้น
ดังนั้น หลังยอดขายโต สิ่งที่ควรถามไม่ใช่เพียง
“บริษัทมีวงเงินไม่มีหลักทรัพย์ไหม”
แต่ควรถามให้ละเอียดว่า
วงเงินประเภทใดไม่ใช้หลักทรัพย์ วงเงินสูงสุดตามเงื่อนไขเท่าไร ใช้กับวัตถุประสงค์ใด และต้องมีผู้ค้ำหรือเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติม
บริษัทที่โตเร็วควรขอให้ธนาคาร “ทบทวนภาพของบริษัท”
จากที่ดิฉันมอง นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการมักพลาด
บริษัทคุยกับธนาคารเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนยอดขาย 25 ล้านบาท และได้รับคำตอบว่าวงเงินที่เหมาะอยู่ในระดับหนึ่ง
หลังจากนั้นยอดขายเพิ่มเป็น 70 ล้านบาท แต่มองว่าธนาคารคงใช้เงื่อนไขเดิม
จริง ๆ แล้วควรนำข้อมูลใหม่กลับไปสอบถามอีกครั้ง
อย่างน้อยควรถาม 5 เรื่อง
หนึ่ง — วันนี้บริษัทถูกจัดอยู่ในกลุ่มลูกค้าใด
สอง — ธนาคารใช้ยอดขายปีใดในการแบ่งกลุ่ม
สาม — รายได้ล่าสุดทำให้มีผลิตภัณฑ์ใดเพิ่มขึ้นหรือไม่
สี่ — ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นรองรับวงเงินและวัตถุประสงค์ที่บริษัทต้องการหรือไม่
ห้า — ต้องเตรียมงบ Statement Cash Flow หรือเอกสารใดเพิ่มเพื่อให้ทบทวนวงเงิน
คำถามเหล่านี้มีประโยชน์มากกว่าการถามเพียงว่า
“ตอนนี้บริษัทได้วงเงินสูงสุดเท่าไร”
อย่ารอจนวงเงินเดิมเต็มแล้วค่อยทบทวน
ธุรกิจที่ยอดขายโตเร็วมักพบปัญหาอย่างหนึ่ง คือวงเงินเดิมถูกออกแบบจากขนาดกิจการเมื่อหลายปีก่อน
ยอดขายโตขึ้น
ลูกหนี้โตขึ้น
สต๊อกโตขึ้น
แต่ Working Capital Limit ยังเท่าเดิม
ผลคือบริษัทเริ่มใช้วงเงินเต็มบ่อยขึ้น และเงินสดของตัวเองถูกดึงเข้าไปช่วยมากขึ้น
หากรอจน Statement ตึงมากแล้วจึงเริ่มหาแหล่งเงินทุนใหม่ ภาพความเสี่ยงในวันยื่นอาจไม่ดีเท่าช่วงที่บริษัทเพิ่งเริ่มเติบโต
ดิฉันจึงแนะนำให้เปรียบเทียบ
อัตราการโตของยอดขาย
กับ
อัตราการโตของ Working Capital ที่ต้องใช้
ทุกครั้งที่บริษัทโตอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้ายอดขายโต 40% แต่ลูกหนี้และสต๊อกเพิ่ม 70% แสดงว่าธุรกิจอาจต้องใช้เงินเพิ่มเร็วกว่ายอดขาย
ใช้กรอบ “โต–จม–เหลือ–เลือก” ก่อนหาแหล่งเงินทุนใหม่
เจ้าของกิจการสามารถตรวจง่าย ๆ ด้วย 4 เรื่อง
โต — ยอดขายเพิ่มจากอะไร และมีโอกาสเกิดซ้ำหรือไม่
จม — เงินเพิ่มไปจมในลูกหนี้ สต๊อก หรือการลงทุนส่วนใด
เหลือ — หลังต้นทุนและภาระเดิมแล้ว Cash Flow เหลือสำหรับวงเงินใหม่เท่าไร
เลือก — ขนาดกิจการใหม่เปิดผลิตภัณฑ์หรือโครงสร้างวงเงินใดให้พิจารณาเพิ่มเติม
วิธีนี้ช่วยให้การพูดกับธนาคารเปลี่ยนจาก
“ยอดขายเพิ่มแล้ว อยากได้วงเงินเพิ่ม”
เป็น
“ยอดขายเพิ่มจาก 50 เป็น 80 ล้านบาท ทำให้ลูกหนี้เพิ่ม 4 ล้านบาท บริษัทจึงมี Peak Cash Gap เพิ่มประมาณ 2 ล้านบาท และต้องการเปรียบเทียบวงเงินที่ตรงกับรอบรับเงิน”
คำอธิบายแบบหลังมีเหตุผลทางธุรกิจชัดกว่ามาก
สรุป: ยอดขายโตไม่ได้ทำให้สินเชื่อง่ายขึ้นอัตโนมัติ แต่ทำให้มีประตูให้เคาะมากขึ้น
เมื่อธุรกิจเติบโตจนยอดขายขยับไปอีกระดับ บริษัทอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มลูกค้าธนาคารที่ต่างจากเดิม และอาจมีผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินบางประเภทเพิ่มเข้ามาเป็นทางเลือก
แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าได้รับสิทธิวงเงินสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูคุณภาพของรายได้ Cash Flow ภาระเดิม Customer Concentration วัตถุประสงค์ และ Source of Repayment เช่นเดิม
สำหรับบริษัทที่ต้องการ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็ต้องตรวจเพิ่มเติมอีกชั้นว่า ผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงใหม่มีเงื่อนไขหลักประกันหรือผู้ค้ำอย่างไร
ดังนั้น เมื่อยอดขายโต สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงมองหา “วงเงินที่สูงกว่า”
แต่ควรกลับไปถามว่า
วันนี้บริษัทอยู่ในกลุ่มลูกค้าใด มีแหล่งเงินทุนอะไรที่เมื่อก่อนยังเข้าไม่ถึง และโครงสร้างใดตรงกับเหตุผลที่ธุรกิจต้องใช้เงินจริงที่สุด
เพราะประโยชน์ของการขยับขนาดกิจการไม่ใช่การได้วงเงินมากที่สุด แต่คือ มีทางเลือกมากพอให้จัดเงินทุนให้เหมาะกับธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ผู้ประกอบการที่ต้องการดูรายละเอียดเรื่องเกณฑ์แบ่งขนาดกิจการ การแบ่งกลุ่มลูกค้าของธนาคาร และทางเลือกสินเชื่อสำหรับนิติบุคคลที่ยอดขายกำลังเติบโต สามารถอ่าน วิธีทบทวนทางเลือกสินเชื่อเมื่อรายได้บริษัทขยับขึ้นอีกระดับ เพิ่มเติมได้ |